ตะวันออกกลางเดือด ท่องเที่ยวไทยระส่ำ เทรนด์เปลี่ยน เน้นเอเชีย-ทริปสั้นในประเทศ
ตะวันออกกลางเดือด ท่องเที่ยวไทยระส่ำ ยุโรปเริ่มแคนเซิลโรงแรมไทย หวั่น นทท.ต่างชาติวูบโตไม่ตามเป้า ด้าน KTC เผย เทรนด์ท่องเที่ยวเปลี่ยน เน้นเอเชีย-ทริปสั้นในประเทศ ดันยอดใช้จ่ายเมืองรองเพิ่ม ตั้งเป้าปี 69 คนใช้บัตรเครดิตโต 5%
นายโชติช่วง ศูรางกูร อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางบางส่วน
โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางฝั่งตะวันตก ซึ่งบางรายเริ่มพิจารณาทางเลือก เช่น การเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง
โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่มีเที่ยวบินตรง ขณะที่นักเดินทางรายใหม่มีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ หรือเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแทน
ในส่วนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นในระยะสั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นกับสายการบินที่บินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง หรือเปลี่ยนเที่ยวบิน เพื่อไปต่ออย่างจุดหมายปลายทางอื่น เช่น ในยุโรป ที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้สายการบินตรงได้รับอานิสงส์ ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงกว่า 200% แล้วในขณะนี้ แต่ในระยะยาว ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ราคาน้ำมัน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน ทั้งต้นทุนการเดินทาง ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ล้วนส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวยุโรป เริ่มแคนเซิลโรงแรมไทย
สำหรับภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) ท่ามกลางจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่สงบ ผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของไทยอาจมีจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวเดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคนต่อปี และผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลที่มีลูกค้าตะวันออกกลางเป็นหลัก ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งคิดเป็นประมาณ 23% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบมากกว่า และเริ่มมีสัญญาณการยกเลิกการจองบางส่วนแล้ว ซึ่งพบว่าโรงแรมในเครือถูกยกเลิกการจองแล้ว 20-25%
ขณะที่ภาพรวมนักท่องเที่ยวขาออก (Outbound) ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวไทยไม่ได้นิยมไปท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง โดยจะนิยมเป็นบางประเทศ เช่น อียิปต์ ทั้งนี้ยอมรับว่ามีการยกเลิกการจองเที่ยวบินเดิมเกิดขึ้นจริงแต่นักท่องเที่ยวได้รีบุ๊คไปกลุ่มประเทศเอเชียและกลุ่มประเทศปลอดภัย
ถึงแม้วิกฤตในครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นโอกาสให้การท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียมายังประเทศไทย รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศมีบทบาทมากขึ้น โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ การสร้างแลนด์มาร์คและอาหารท้องถิ่นให้เป็นจุดขาย ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ระดับโลก (Local to Global) และยกระดับเมืองท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกและปลอดภัย เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดเส้นทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
พร้อมประเมินว่าปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย ประมาณ 35 ล้านคน ซึ่งจะไม่เป็นไปตามเป้าที่ททท.คาดไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย 36.7 ล้านคน
ชี้ พ.ร.บ. โรงแรม-ระเบียบข้อบังคับทางธุรกิจ ล้าสมัย เตรียมรัฐบาลใหม่
นอกจากนี้ นายโชติช่วง ระบุว่าได้เตรียมข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ในประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ พ.ร.บ. โรงแรม และระเบียบข้อบังคับทางธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยจำนวนโรงแรมทั้งหมดในไทยประมาณ 100,000 แห่ง มีผู้ที่ถือใบอนุญาตถูกต้องเพียงประมาณ 15,000–16,000 แห่ง หรือ ต่ำกว่า 20% เท่านั้น
สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากผู้ประกอบการเจตนาทำผิดกฎหมาย แต่เป็นเพราะข้อระเบียบเดิมนั้นตามโลกไม่ทัน และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ขณะที่กระบวนการขอใบอนุญาตก็มีความซับซ้อนและล่าช้าอย่างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตประกอบย่อยถึง 15–18 ใบ ซึ่งกระบวนการที่เป็นลำดับขั้นนี้ หากมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำงานล่าช้าหรือดองเรื่องไว้ ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ภาพรวมทั้งหมดหยุดชะงัก ผู้ประกอบการจึงพยายามผลักดันให้มีการลดขั้นตอน เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุคใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ มาตรฐานกายภาพของอาคาร โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีการนำตึกเก่ามาดัดแปลงเป็นโรงแรม ซึ่งมักติดข้อจำกัดเรื่องที่จอดรถหรือทางหนีไฟตามเกณฑ์กฎหมายเก่า ทำให้ในปัจจุบันอาคารเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ได้ด้วยการอนุโลมเท่านั้น จึงมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องเข้ามาแก้ไขกฎหมายให้รองรับการเปลี่ยนสภาพอาคารและการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องและมั่นคงในระยะยาวครับ
ข้อเสนอช่วยเหลือผู้ประกอบการทัวร์
อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทัวร์ นายโชติช่วง เตรียมเสนอขอให้ลดภาษีนิติบุคคล ดจาก 20% เหลือ 10-15% เป็นระยะเวลา 2-3 ปี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจฟื้นตัว เนื่องจากบริษัททัวร์ส่วนใหญ่เป็น SME ที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด รวมถึงการแก้ไขภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซ้ำซ้อน โดยชี้ให้เห็นปัญหาที่ผู้เดินทางไทยต้องเสีย VAT ในไทย ทั้งที่ไปอุปโภคบริโภคในต่างประเทศ (ซึ่งเสียภาษีที่อยู่แล้ว) มองว่าไม่เป็นธรรมและขัดหลักการสรรพากร นอกจากนี้ บริษัททัวร์ไทยต้องแบกรับภาระภาษีทั้งก้อน ในขณะที่ OTA ต่างชาติเสียภาษีเฉพาะส่วนต่างกำไร ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน
เคทีซี
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี”
เคทีซี ตั้งเป้าปี 69 คนใช้บัตรเครดิตโต 5%
ด้านนางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า จุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และฮ่องกง ยังคงเติบโตและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศพบว่านักเดินทางปรับรูปแบบเป็นทริปสั้นมากขึ้น และนิยมการขับรถเที่ยวที่สามารถเดินทางได้สะดวกในช่วงวันหยุด
จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกพบว่า จังหวัดท่องเที่ยวหลักยังคงมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูง เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา ภูเก็ต และระยอง ขณะเดียวกันจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ และเมืองรอง เริ่มมีการเติบโตของการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเช่น กาญจนบุรี มียอดการใช้จ่ายเติบโต 20% และพระนครศรีอยุธยามียอดการใช้จ่ายเติบโต 12% ส่งผลให้ภาพรวมยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ภาคการท่องเที่ยว เดือน ม.ค.- ก.พ.69 เติบโต 9% โดยตั้งเป้าทั้งปี 2569 จะมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรการใช้จ่ายทั้งหมดและภาคการท่องเที่ยว เติบโต 5%
เทรนด์ท่องเที่ยวเปลี่ยน เน้นเอเชีย-ทริปสั้นในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป แม้จะยังมีมีแนวโน้มเติบโต แต่รายจ่ายนักท่องเที่ยวต่อคนลดลง และนักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้เลือกเพียงจุดหมายปลายทางแต่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ระหว่างการเดินทาง มากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Eat Tourism) หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)
นางสาววริษฐา ยังกล่าวอีกด้วยว่า เคทีซี พร้อมสนับสนุนนโยบายของ ททท. ผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสด โดยต้องการให้ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่สามารถรับชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ เช่น อาลีเพย์ วีแชทเพย์ และบัตรเครดิต เพื่อรองรับทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งบัตรเครดิตก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้
พร้อมกล่าวทิ้งท้าย ว่าแม้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างความผันผวนในบางช่วงเวลา แต่หากสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านความคุ้มค่า ความสะดวก และประสบการณ์การเดินทาง ก็จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้ในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง 3 รูปแบบ ได้แก่
1.กรณีที่ดีที่สุด (Best Case) หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาในประเทศ 35-36 ล้านคน
2.กรณีฐาน (Base Case) หากใช้เวลา 1-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน หรือลดลง 18%
3.กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป อาจกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน จากเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 36.7 ล้านคน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB